Beyond the Hotel Fence: เมื่อความยั่งยืนของโรงแรม ต้องไปไกลกว่ารั้วของโรงแรม

โรงแรมหนึ่งแห่งอาจลดการใช้พลาสติก แยกขยะ ฝึกอบรมพนักงาน และสร้างการมีส่วนร่วมกับนักท่องเที่ยวได้อย่างดี แต่คำถามสำคัญคือ

“โรงแรมหนึ่งแห่งจะยั่งยืนได้จริงหรือ หากระบบของจุดหมายปลายทางรอบตัวยังไม่ยั่งยืน?”

นี่คือคำถามหลักที่คุณเอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง WWF ประเทศไทย นำไปชวนคิดบนเวที PHIST 2026 – Sustainable Learning Event for Hospitality and Tourism ใน Session 16: “Nature, People, Prosperity: How Tourism Can Power Biodiversity Conservation” ซึ่งรวบรวมมุมมองจากภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ เพื่อหาคำตอบว่าภาคการท่องเที่ยวจะมีบทบาทต่อการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างไร โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ Angsana Laguna Phuket จังหวัดภูเก็ต โดยสมาคมโรงแรมภูเก็ต

การนำเสนอของ WWF ประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “Beyond the Hotel Fence: Turning Biodiversity Risk into Destination-Level Action” ใช้บทเรียนจากเกาะเต่าเป็นตัวอย่างในการสะท้อนว่า ความยั่งยืนไม่ได้จบลงเมื่อโรงแรม “แยกขยะแล้ว” แต่ยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่งออกจากเกาะ ไปจนถึงการมีตลาดหรือปลายทางที่สามารถรับวัสดุกลับเข้าสู่ระบบได้จริง หนึ่งในข้อความสำคัญของการนำเสนอคือ

“Separation is not circularity. A functioning system is.”
การแยกขยะเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่เศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบทั้งห่วงโซ่ต้องทำงานได้จริง

กรณีของเกาะเต่าชี้ให้เห็นว่า หากเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบการจัดการขยะไม่ทำงานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บ ระบบขนส่ง หรือการจัดการที่ปลายทาง การดำเนินงานที่ดีภายในโรงแรมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มที่ และเมื่อเกิดการรั่วไหลออกจากระบบจัดการขยะ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลที่เป็นรากฐานสำคัญของการท่องเที่ยว

แต่ “ระบบ” ไม่ได้หมายถึงเพียงโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น

อีกบทเรียนจากการทำงานของ WWF ประเทศไทย ภายใต้โครงการ TCCF–IWPs ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเดินหน้าไม่ได้หากปราศจาก “คน” ที่ทำให้ระบบนั้นทำงาน ตั้งแต่ชุมชน ผู้ประกอบการ ซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า จุดรวบรวมและคัดแยก ไปจนถึงตลาดรีไซเคิล

ดังนั้น การสร้างความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ศักยภาพของคน คุณภาพชีวิต สิทธิ ความปลอดภัย รายได้ และการเข้าถึงตลาด นี่คือจุดที่คำว่า Nature – People – Prosperity มีความหมายอย่างเป็นรูปธรรม

และไม่มีผลลัพธ์ใดในสามด้านนี้ ที่โรงแรมเพียงแห่งเดียวจะสร้างได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ภาคการท่องเที่ยวอาจต้องขยับต่อจากนี้ คือการทำให้ “โรงแรมของเรา” เป็นสีเขียว ไปสู่การทำให้ “จุดหมายปลายทางของเรา” แข็งแรงและทำงานเพื่อธรรมชาติได้จริง

WWF ประเทศไทย ชวนภาคธุรกิจท่องเที่ยวลองตั้งคำถามง่าย ๆ สามข้อกับการดำเนินงานของตนเอง:

ขยะที่ออกจากโรงแรมของเราไปที่ไหน
ใครคือคนที่ทำให้ระบบนี้ทำงาน
และสิ่งที่เราทำร่วมกันได้คืออะไร

เพราะอนาคตของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงแรมเพียงไม่กี่แห่ง แต่ขึ้นอยู่กับการสร้าง Healthy Destinations ที่ธรรมชาติ คน และเศรษฐกิจสามารถเติบโตไปด้วยกันได้

เกี่ยวกับ WWF ประเทศไทย​

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน WWF มีผู้สนับสนุนมากกว่า 5 ล้านคนจากทั่วโลกและเครือข่ายขององค์กรทำงานร่วมกันกว่า 100 ประเทศ พันธกิจของ WWF คือการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนโดยที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล โดยในประเทศไทยมีการดำเนินงาน 5 ด้าน ได้แก่ การอนุรักษ์สัตว์ป่า การอนุรักษ์ป่าไม้ การอนุรักษ์มหาสมุทร และการจัดการขยะพลาสติก การหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากรน้ำจืด

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WWF ประเทศไทย สามารถดูรายละเอียดได้ที่:

บทความอื่นๆ