องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF ประเทศไทย) สรุปผลการดำเนินงานโครงการ PreZero Dugong ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ. 2563–2569) ในจังหวัดตรัง เพื่อแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่คุกคามระบบนิเวศหญ้าทะเลและถิ่นอาศัยของพะยูน โดยประยุกต์แนวคิด Plastic Smart City ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพเมือง ชุมชน โรงเรียน และภาคการท่องเที่ยว ให้มีบทบาทร่วมในการลดขยะจากต้นทางอย่างเป็นระบบ ยกระดับการจัดการขยะระดับเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เทศบาลนครตรังและเทศบาลเมืองกันตังได้นำแนวคิด Plastic Smart City ไปพัฒนาแผนการจัดการขยะในระดับท้องถิ่น มีการจัดตั้งธนาคารขยะ และพัฒนาฐานข้อมูล Waste Flow Diagram เพื่อวิเคราะห์เส้นทางของขยะ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ช่วยให้เทศบาลสามารถวางแผนลดการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ชุมชนและเยาวชนเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลง โครงการได้ติดตั้งถังแยกขยะในพื้นที่สาธารณะและโรงเรียนรวม 24 จุด สามารถรวบรวมขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้วได้มากกว่า 2,500 กิโลกรัม ภายใน 6 เดือน พร้อมฝึกอบรมอาสาสมัครชุมชนอย่างน้อย 18 คน และขับเคลื่อนแนวคิด School Zero Waste ในโรงเรียนหลายแห่ง ส่งผลให้การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง ภาคการท่องเที่ยวร่วมลดขยะชายฝั่ง โดยมีผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่หาดปากเมงจำนวน 16 แห่ง เข้าร่วมโครงการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และสามารถลดการใช้ขวดน้ำพลาสติกได้ประมาณ 1,600 ขวดต่อสัปดาห์ พร้อมเริ่มเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาแนวคิด จุดเติมน้ำ (Refill Station) ในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะชายฝั่งและต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะยาว


นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อหนุนการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล โดยโครงการได้ดำเนินการสำรวจและติดตามสถานภาพหญ้าทะเลรอบเกาะลิบง พบพื้นที่หญ้าทะเลรวมกว่า 200–763 เฮกตาร์ และยืนยันว่าขยะพลาสติกขนาดใหญ่ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อพะยูน ทั้งในแง่การบาดเจ็บและการกินพลาสติก การมีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จึงช่วยเชื่อมโยงการจัดการขยะบนบกกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล และชี้ให้เห็นว่าการลดขยะคือการปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งโดยตรง
“Pak Meng Model” มรดกสำคัญของโครงการ
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการ PreZero Dugong คือการพัฒนา “Pak Meng Model” ต้นแบบการจัดการขยะชายฝั่งตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อจัดการขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล น้ำมันพืชใช้แล้ว และซากอวนประมง คาดว่าจะสามารถลดขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเลได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อเดือน พร้อมสร้างรายได้สีเขียวและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว ทิศทางหลังปี 2569 แม้โครงการจะสิ้นสุดตามกรอบเวลา แต่ WWF ประเทศไทย จะปรับบทบาทสู่การเป็นผู้สนับสนุนเชิงวิชาการ ขณะที่เทศบาลและชุมชนในพื้นที่จะเป็นเจ้าของโมเดลการจัดการขยะอย่างเต็มรูปแบบ โดย Pak Meng Model ถูกวางเป้าหมายให้เป็นเป็นโมเดลต้นแบบความร่วมมือ (Public-Private-Community Partnership) ที่พิสูจน์แล้วว่าการอนุรักษ์ทะเลกับการท่องเที่ยวสามารถทำควบคู่กันได้สำหรับการขยายผลไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่นในฝั่งอันดามัน

Tanja Ploetz, Senior Advisor Sustainable Food Systems at WWF ประเทศเยอรมนี
“มรดกที่แท้จริงของโครงการ PreZero Dugong ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลลัพธ์เชิงตัวเลข แต่คือความมั่นใจของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองและปกป้องสิ่งแวดล้อมของตน ‘Pak Meng Model’ แสดงให้เห็นว่า แม้โครงการจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เมื่อระบบถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ระบบเหล่านั้นสามารถดำเนินต่อและเติบโตได้ ในมุมมองของ WWF ประเทศเยอรมนี นี่จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทาง หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการเรียนรู้ บทเรียนจาก PreZero Dugong ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะสำหรับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญความท้าทายลักษณะเดียวกัน ทั้งในภูมิภาคและในระดับโลก” กล่าว Tanja Ploetz, Senior Advisor Sustainable Food Systems at WWF ประเทศเยอรมนี

คุณเอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง WWF ประเทศไทย
คุณเอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งWWF ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่าการจัดการขยะไม่ใช่หน้าที่ของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่าย ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ เทศบาล ชุมชน สถานศึกษา ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยว ความร่วมมือดังกล่าวทำให้สามารถลดการรั่วไหลของขยะสู่ทะเล และปกป้องระบบนิเวศทางทะเลในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม”
พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการจะสิ้นสุดลงตามกรอบระยะเวลา แต่ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้ในรูปแบบขององค์ความรู้ ระบบการจัดการขยะ และวิถีชีวิตที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในจังหวัดตรัง ขณะเดียวกัน WWF ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าขยายผลการดำเนินงานเพื่อป้องกันการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่ธรรมชาติในพื้นที่อื่น ๆ ของภาคใต้ อาทิ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และเกาะเต่า เป็นต้น


