เมื่อวันที่ 4-5 มีนาคมที่ผ่านมา WWF ประเทศไทย และมูลนิธิอันดามัน ได้เปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจาก 102 ชุมชนชายฝั่ง ครอบคลุม 6 จังหวัดในฝั่งทะเลอันดามัน (สตูล ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง) โดยมีตัวแทนชุมชน 5 จังหวัด และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านทรัพยากรทางทะเล มาร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูท้องทะเลของเรา
- พลังความร่วมมือครั้งใหญ่เพื่อท้องทะเล! งานนี้ไม่ได้มีแค่เสียงจากตัวแทนชุมชน 5 จังหวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นการจับมือกันอย่างเหนียวแน่นกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านทรัพยากรทางทะเล เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืน ได้แก่ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ทั้งตอนบนและตอนล่าง) สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 (สทช.7) อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) และศูนย์ประสานงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่า หมู่เกาะลิบง
- เสียงสะท้อน “วิกฤตหญ้าทะเล” จากพื้นที่จริง แหล่งหญ้าทะเลกำลังเสื่อมโทรม และลดลงทั่วทุกพื้นที่ โดยกำลังเผชิญภัยคุกคามที่แตกต่างกัน:
- ตรังและกระบี่: เจอปัญหาตะกอนทับถม มลพิษทางน้ำ เต่าทะเลเพิ่มขึ้นจนกินหญ้าทะเลเสื่อมโทรม รวมถึงปัญหาความเร็วเรือ และการลักลอบซื้อขายเขี้ยวพะยูน
- พังงาและสตูล: เผชิญปัญหาชายฝั่งกัดเซาะ ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทาง ขยะพลาสติก และมลพิษจากโรงงาน
- ระนอง: กังวลผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ (เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ และการขุดลอกคลอง) ที่ทำให้ตะกอนฟุ้งกระจาย และบางส่วนยังมองเป็นเรื่องไกลตัวเพราะในพื้นที่มีหญ้าทะเลน้อย
- 4 ก้าวต่อไป…สู่มาตรการระดับภูมิภาคอันดามัน ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอ 4 มาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม:
- Andaman No-go / No-anchor / No-gear: กำหนดเขตห้ามทอดสมอและห้ามวางเครื่องมือประมงในแหล่งหญ้าทะเล พร้อมทำทุ่นและป้ายให้ชัดเจน
- Andaman Vessel Safety: กำหนดเส้นทางเดินเรือและจำกัดความเร็วให้ ไม่เกิน 6 น็อต ในพื้นที่สำคัญ
- Andaman Dredging & Sediment Control: กำหนดมาตรฐานการขุดลอกร่องน้ำ โดยเน้นทิ้งตะกอนบนบก เพื่อลดการทับถมบนหญ้าทะเล
- Andaman Pollution Control: แหล่งกำเนิดมลพิษหลัก (เช่น ชุมชน บ่อกุ้ง โรงงาน) ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงทะเล
พลังของชุมชนชายฝั่งและหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วนที่สะท้อนให้เห็นในงานนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยรักษาความสมดุล และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศทะเลอันดามันอย่างยั่งยืน


